ของขลังของศักดิ์สิทธิ์

0

ตอนที่หลวงพ่อมาอยู่ที่ขอนแก่น
มีครอบครัวหนึ่ง ๔ คน พ่อตาแม่ยายลูกเขยลูกสาวมาปลูกบ้านอยู่
เขาไปหาซื้อตะกรุดจากจังหวัดร้อยเอ็ดมา ๒ อันๆ ละ ๔๕๐ บาท เป็นเงิน ๙๐๐ บาท
สำหรับลูกเขยกับพ่อตา, สมัยนั้นเงิน ๙๐๐ บาทไม่ใช่น้อยๆ,
และไปซื้อพระพุทธรูปจากอำเภอหนองเรือมาอีก ๒ องค์เป็นของคุ้มครองรักษา,
แต่ปรากฏว่าคนในบ้านป่วยกันเรื่อย ไปนิมนต์พระมาสวดก็ไม่หาย.

พอรู้ว่าหลวงพ่อมาอยู่ที่วัดโมกข์ ขอนแก่น ,
เขาก็เห็นว่าเป็นพระวิปัสสนา จึงมานิมนต์ให้ไปสวด.
ตอนนั้นที่วัดโมกข์มีหลวงตาอยู่ด้วยกันอีกองค์หนึ่งเป็นสมภารบวชที่นั่นและสร้างวัดขึ้นมา
หลวงตาองค์นั้นก็จะไปกับหลวงพ่อด้วย
หลวงพ่อจึงบอกว่าถ้าไปสองคนมันไม่ขลัง
ต้องไปคนเดียว ถ้าหลวงตาไปหลวงพ่อก็ไม่ไป,
หลวงตาเลยไปไม่ได้เพราะเขาไม่ได้นิมนต์.
ตกลงหลวงพ่อเลยไปคนเดียว เขาเอารถมารับไปที่บ้าน.

ถึงบ้านแล้วหลวงพ่อก็ถามเขาว่า บ้านหลังนี้สร้างมากี่ปีแล้ว.
เขาตอบว่า ๒-๓ ปีแล้ว แต่คนในบ้านคือลูกสาวลูกเขยและภริยาไม่สบายกันเรื่อย
มีเขาสบายอยู่คนเดียว.

หลวงพ่อถามว่า เป็นเพราะอะไร,
เขาตอบว่า บ้านนี้เป็นเสนียดจัญไร มีผีมาอยู่ด้วย.
หลวงพ่อถามต่อไปว่า แล้วคนบ้านนี้นับถืออะไร,
เขาตอบว่า นับถือพระนับถือธรรมะ, หลวงพ่อจึงขอดูพระที่เขาซื้อมา,
เขาก็ไปหยิบตะกรุดและพระออกมาให้ดู

หลวงพ่อถามว่า จะเอาสรงน้ำได้ไหม, เขาก็บอกว่าผมสรงน้ำทุกปี.
หลวงพ่อเลยบอกว่าจะสรงน้ำพระให้,
เขาก็เลยเอาน้ำมาให้กะละมังหนึ่งจะให้ทำน้ำมนต์.
หลวงพ่อดูนาฬิกาแล้วก็เอาพระกับตะกรุดแช่น้ำ แช่ไว้เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง
โดยชวนเขาพูดคุยเพลินๆ จนเขาลืม,

หลวงพ่อจึงพูดขึ้นว่า “ลืมเอาพระขึ้นมา พระตายแล้ว”.
เขาตกใจเพราะคิดว่าพระจมน้ำตายจริงๆ.
หลวงพ่อถามเขาว่า ถ้าคุณดำน้ำคุณหายใจได้ไหม,
เขาตอบว่าหายใจไม่ได้.

หลวงพ่อจึงบอกว่าพระก็หายใจไม่ได้ก็ตายเหมือนคุณ
เพราะถ้าคุณไม่หายใจคุณก็ต้องตาย ฉะนั้นพระก็ตาย.
หลังจากนั้น หลวงพ่อจึงสอนเขาไม่ให้งมงาย :
ตะกรุดและพระนี้ไม่ขลังไม่ศักดิ์สิทธิ์
ไม่ได้ให้ความคุ้มครองอะไรแก่คน
คนต่างหากเป็นผู้รักษาพระรักษาตะกรุดไว้
เอาลงแช่น้ำชั่วโมงกว่าแล้วไม่เห็นว่าเขาจะขึ้นมาจากน้ำได้เองเลย
แค่นี้ทำไม่ได้แล้วจะช่วยคนได้อย่างไร,
เขาเข้าใจทันทีและจะยกพระให้หลวงพ่อ.
หลวงพ่อไม่เอา ถ้าให้มาก็เอาไปทิ้ง
บอกเขาให้เอาไปขายคืนเจ้าของหรือเอาไปขายคนอื่นที่อยากได้
ได้เงินเท่าใดก็ยังดี แล้วเอามารักษาคนเจ็บคนป่วยเอามาทำประโยชน์.

เมื่อเขาเข้าใจกันดีแล้ว
หลวงพ่อก็ทำน้ำมนต์โดยให้เขาท่องนะโม ๓ จบ และไตรสรณคมน์
:
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ฯลฯ แล้วแปลให่ฟัง.
แล้วพูดให้ฟังว่า

โยจักขุ โมหะ มาลาปะกัฏโฐ
แปลว่า ท่านพระองค์ใดมีพระปัญญาจักษุ,
ปัญญาจักษุนี้ไม่ใช่ตาเนื้อนะ แต่เป็นตาใจ
คือมีปัญญาขจัดมลทินคือโมหะ-ความหลงลงเสียได้ – อันนี้แหละจะมาช่วยได้

ไม่มีอะไรมาช่วยคุณได้นอกจาก “ปัญญา” อันนี้;
สามังวะ พุทโธ สุคโต แปลว่า ผู้ไปดีแล้ว, คือไปดีมาดีนั่นเอง
ไม่ไปกินเหล้าเล่นไพ่ไม่เที่ยวกลางคืน,
ต้องเข้าใจอย่างนี้.
เสร็จแล้วก็เอาน้ำมนต์นั้นรดให้คนนั้นคนนี้จนเปียกทั่วกันไปหมด
แล้วให้เอาน้ำมนต์ขัดถูบ้านให้ดี แล้วพูดให้กำลังใจว่า ถูให้ดีๆ
ถูให้ผีมันหายไปในวันนี้แหละ.
พอถูบ้านเสร็จเขาให้หลวงพ่อไปดูใต้ถุนบ้านที่มีกระดูกคน
หลวงพ่อก็พูดให้เขาฟังว่า
มันไม่ศักดิ์สิทธิ์อะไรเอาไปเผาไฟมันก็ไหม้หมด
ถ้ามันศักดิ์สิทธิ์จริงก็ต้องเผาไม่ไหม้,
แต่นี่พอเอาไปเผาก็ไหม้เป็นถ่านหมด.
ทีนี้เขาก็หายป่วยกัน. นี่แหละคนไม่เข้าใจ
จิตใจอ่อนแอไม่มีที่พึ่งเรื่อยไป พึ่งผีพึ่งเทวด พึ่งนางธรณี ฯลฯ

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
หนังสือพลิกโลก เหนือความคิดหน้า 31

Share.

About Author