บันทึกการปฏิบัติธรรมที่วัดสนามใน (พ.ศ.2532)

0

เมื่อครั้งที่เรายังเป็นนักศึกษาปีที่ ๔ ของมหาวิทยาลัย ในวิชาพุทธศาสนา อาจารย์บอกนักศึกษาว่า พวกเธอไม่ต้องเรียนที่มหาวิทยาลัยในวิชานี้ พวกเธอต้องไปอยู่ที่วัดสนามใน เป็นเวลา ๗ วัน ซึ่งมีประมาณ ๑๐ คนที่ลงวิชานี้ ในใจลึกๆ เรารู้สึกดีใจอย่างยิ่งเพราะปกติ เวลาไม่สบายใจก็มักชอบนั่งสมาธิด้วยตัวเอง หลับตา พุทโธ

เราและเพื่อนนัดกันที่แยกบางพลัด แล้วนั่งมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดทางหมู่บ้านสมชาย ก่อนถึงทางรถไฟ เดินข้ามทางรถไฟ สู่วัดสนามใน อดแปลกใจไม่ได้ ทำไมวัดบรรยากาศเหมือนสวนผลไม้ ไม่มีโบสถ์ที่วิจิตรสวยงาม ศาลาเล็กๆกลางวัดสำหรับเอาไว้สวดมนต์เช้า-เย็น มีห้องพัก(กุฏิ)ที่เป็นห้องแถวและห้องเดี่ยว..มีศาลาไม้เตี้ยๆ มีบันไดสามขั้นพอเป็นพิธี แต่เราก็แอบไม่ใช้บันไดบ่อยๆ ศาลามีไว้สำหรับทานข้าว สวดมนต์ อบรม มองไปรอบๆ เห็นบางคนใส่เสื้อธรรมดาๆ ไม่ใช่ชุดขาวเหมือนคนที่มาปฏิบัติธรรมทั่วไป สงสัยและแปลกใจว่า .เขานั่งยกมือกันทำไม ???? ,เขาเดินไป-เดินกลับ ทำไม ??? ทำไมไม่เห็นเหมือนที่เราเคยทำ..เขาทำอะไรกัน..

พวกเรานั่งรออาจารย์ของมหาวิทยาลัยสักพัก อาจารย์ก็มาถึง แล้วนำไปพบกับ หลวงพ่อทอง อาภากโร เจ้าอาวาส และได้ให้พวกเราลงทะเบียนเข้าพัก แล้วแยกย้ายกันไปพักตามกุฏิห้องละสองคนเพื่อจัดการเปลี่ยนชุดแต่งตัวเป็นชุดสีขาว พร้อมป้ายชื่อติดหน้าอก แล้วนัดกันมารวมตัวอีกที ตอน ๑๐.๓๐ น.ที่ศาลาไม้เพื่อฟังบรรยายเรื่องการปฏิบัติธรรมตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ การทำความรู้สึกตัว การเคลื่อนไหว แบบคร่าวๆ จนได้เวลาทานข้าวกลางวัน..หลวงพ่อให้พวกเราไปหยิบจาน-ช้อน พร้อมตักข้าวใส่มาในจาน มานั่งเรียงแถว รอกับข้าวจากรถเข็นเตี้ยๆ ที่เลื่อนมาจากเข้าอาวาสจนกระทั่งถึงพระลูกวัดองค์สุดท้าย แล้วก็เลื่อนลงมาที่พวกเราทีละคน ให้ตักกับข้าว ผัก ผลไม้ ขนมหวาน สำหรับทานมื้อนั้นใส่จานตัวเอง รอจนกระทั่งถึงคนสุดท้าย เมื่อพร้อมแล้วก็สวดมนต์แปล เพื่อให้เรารู้ว่าอาหารมื้อนี้กินเพื่ออะไร เป็นครั้งแรกที่ได้ฟังแล้วรู้เรื่องว่าการสวดมนต์นี้หมายถึงอะไร

เมื่ออิ่มจากการทานอาหาร กลางวัน พวกเราก็ได้เริ่มปฏิบัติกันจริงๆเสียที ซึ่งเราเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขายกมือกันทำไม ??? เขาเดินกันทำไม ???? เก็บความสงสัยไว้ในใจ แล้วทำตามอาจารย์บอก.. เอาความรู้สึกตัวขณะที่ยกมือ ทำไปแบบเฉยๆ แค่ความรู้สึกตัวไม่ต้องเพ่งมากเกินไป ธรรมดาๆ ทำไปเรื่อยๆให้มันต่อเนื่อง ไม่ว่าจะทำอะไร ยืน เดิน นั่ง นอน นั่งนานไปปวดขา ชาขา ก็ลุกไปเดิน เดินแบบสบายๆ รู้สึกตัวทุกก้าวย่าง กลับตัว ช้าๆ อย่างมีสติ …แต่เอ๊ะ..ทำไมไม่เห็นมีพุทโธ เหมือนที่เราเคยทำมาล่ะ ??? แต่เราก็แค่สงสัย..แล้วก็ทำตามที่พระอาจารย์บอก คือรู้สึกตัว มันคิดอะไรขึ้นมาก็ให้เอาความรู้สึกตัวอย่างเดียว ถ้าความคิดมันไหลไปแล้ว ก็ปล่อยมัน เริ่มใหม่ เอาความรู้สึกกลับมา ให้ความคิดมันสั้นลง สั้นลง..ความรู้สึกตัวจะเข้าไปจัดการทุกอย่างด้วยตัวมันเอง โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปโกรธความคิด ว่าคิดทำไม แค่เอาความรู้สึกตัวเข้าไปอย่างเดียว ความคิดมันจะอายและหลบไปเอง..ทำไปเรื่อยๆ ให้มันต่อเนื่อง ทำได้ทุกเวลา อาบน้ำ ทานข้าว นอน เราก็ทำแบบนี้ ทั้งๆที่ก็ยังสงสัย เรื่องพุทโธ ทำไมไม่เห็นต้องท่องอะไรเลย ..

จนได้เวลา ๑๕.๐๐ น.เลิกปฏิบัติ ไปกวาดลานวัด เก็บใบไม้ อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า พักผ่อนตามอัธยาศัย จนได้ยินระฆังเรียกก็ให้มารวมกันที่ศาลาไม้ เพื่อดื่มน้ำปานะ แทนอาหารมื้อเย็น

๑๗.๐๐ น.เริ่มสวดมนต์แปลทำวัดเย็น บทสวดทำให้เราได้เข้าใจความหมายอีกแล้ว …
หลังจากสวดมนต์ ก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติ ความรู้สึก อย่างเดียว เรารู้แค่ว่า ความรุ้สึกตัวเท่านั้น อะไรจะเกิดขึ้นก็ยึดเอาแต่ความรู้สึกตัวเท่านั้น จนได้เวลา

๒๐.๐๐ น.แยกย้ายกันไปพักผ่อน

เวลา ๐๔.๓๐ น.ของวันใหม่ ได้ยินเสียงออดดัง ปลุกพวกเราตื่นขึ้นมา ทำภารกิจส่วนตัวเสร็จ

๐๕.๐๐ น. รวมตัวกันที่ศาลา สวดมนต์แปลทำวัดเช้า

๐๕.๓๐ น.พระเริ่มออกบิณฑบาต พวกเราก็ปฏิบัติ อยู่ที่วัด มีพระพี่เลี้ยงคอยดูแล

และพระพี่เลี้ยงเข้ามาซักถาม…ว่าเป็นอย่างไรบ้าง…เราไม่ได้ถามในสิ่งที่สงสัย … ได้แต่รู้สึกเบาๆ สบายๆ พระพี่เลี้ยงถามว่ารู้อะไรบ้าง ..ก็ยังไม่รู้อะไร แค่รู้สึก เบาๆ สบายๆ รู้สึกว่ากำลังต่อสู้อยู่กับความคิด…แล้วกำลังเอาชนะกับความคิด โดยการใช้ความรู้สึก..เวลามันคิดขึ้นมา คิดถึงบ้าน คิดถึงเรื่องราวต่างๆ ก็ใช้ความรู้สึกตัว จนทำให้เข้าใจว่า เขาเดินกันทำไม เพราะเวลาที่เราคิดเรื่องราวต่างๆ แล้วอยากจะหยุดมัน ต้องถึงกับกระแทกเท้า เพื่อเรียกความรู้สึกตัว รู้สึกสนุกกับการ ล้อเล่นกับความคิด …ถึงเวลาพัก ก็ไม่คุยกับเพื่อนๆ แยกตัวออกมาอยู่คนเดียว ..

จากวันแรก..จนถึงวันที่ ๕ ของการเข้าปฏิบัติธรรม เราก็ยังคงสนุกกับการ ล้อเล่นกับความคิด คิดขึ้นมาก็เห็นแล้วก็จัดการด้วยความรู้สึกตัว ตามที่พระอาจารย์บอก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะรู้สึกอะไร ให้เราใช้ความรู้สึกตัวอย่างเดียวเท่านั้น อย่างอื่นไม่ใช่ทาง…เราก็ยึดตามนี้เป๊ะๆ ..ข้อสงสัยที่มีในใจเริ่ม เข้าใจ..บทสวดแปลต่างๆ ค่อยๆ เข้ามาในความรู้สึก เราไม่เคยศึกษาพระธรรม แต่บทสวดเหล่านี้ก้องในโสตประสาทคือ

สันทิฏฐิโก,
เป็นธรรมที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง ;
อะกาลิโก,
เป็นธรรมที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล ;
เอหิปัสสิโก,
เป็นธรรมที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ;
โอปะนะยิโก,
เป็นธรรมที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว ;
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ,
เป็นธรรมที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ;

เรารู้สึก อ๋อ..ขึ้นมาในใจ มีความรู้สึกเหมือนพบใครสักคนที่พลัดพรากจากกันไปนานแสนนาน ตามหามานานแสนนาน แล้วก็ได้เจอ มีความปีติยินดี ซาบซึ้ง อยู่คนเดียว เข้าใจคำว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา … ซึ้งคำๆนี้ ผุดขึ้นมาเอง โดยที่ไม่เคยได้เรียนธรรมะ มาก่อน

… แต่ก็คิดว่า พระอาจารย์บอกว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ให้ยึดเอาความรู้สึกอย่างเดียว ..แต่ก็บอกเพื่อนที่นอนห้องเดียวกัน ว่ามันเป็นแบบนี้จริงๆ ขอให้เพื่อนทำตามเรา แล้วเพื่อนจะรู้เหมือนเรา บอกเพื่อนว่ามันพิสูจน์ได้จริง มันเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งเพื่อนก็คง งงๆ กับคำพูดเรา ซึ่งเราเองก็ปลีกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนๆ ในขณะที่เพื่อนเขาจับกลุ่มคุยกัน เราได้ยินเพื่อนๆว่า เราบ้าไปแล้ว..แต่เราก็คิดว่า เขาคงไม่รู้อย่างเรา เขาเลยว่าเราบ้า…

หลังอาหารเช้า ของวันที่6 ที่เข้าพัก วันนี้หลวงพ่อทอง ได้ให้ทุกคน พูดถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติในวันที่ผ่านมา เป็นอย่างไรบ้าง ทีละคน ต่อหน้าเพื่อนๆ และพระพี่เลี้ยง

จนมาถึงเรา…เราได้พูดถึงเรื่องบทสวด ที่ก้องอยู่ในโสตประสาท เข้าใจบทสวด และบอกเพื่อนๆว่า..ถ้าทุกคนทำจริงๆ ทุกคนต้องรู้อย่างที่เรารู้ เข้าใจเหมือนที่เราเข้าใจ เห็นอย่างที่เราเห็น แล้วเพื่อนจะได้ไม่ว่าเราบ้า…

หลังลงจากศาลา..เราก็แยกมาปฏิบัติคนเดียว..อีกตามเคย จนกระทั่งพระพี่เลี้ยง(จำชื่อท่านไม่ได้แล้ว) ท่านมาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ..เราก็ได้คุยกับท่านว่า เราเข้าใจไปเองหรือเปล่าก็ไม่รู้ ว่า ความเป็นพระ เป็นได้ทุกคน ไม่ว่าชายหรือหญิง ไม่ว่าจะในเครื่องแบบสีอะไร แต่ไม่รู้ว่า เรียกความรู้สึกนี้ว่าอะไร ท่านบอกว่า สมมุติ..แล้วท่านก็บอกว่า..เมื่อรู้แล้วเห็นแล้ว อย่าไปหลง อย่าไปยึด รู้แล้วปล่อย..อาจจะหลงไปบ้าง..แต่มีพระพี่เลี้ยง คอยดูแล กลับมาเป็นปกติให้ได้ ความรู้สึกตัวอย่างเดียว จะคอยดูแลและคุ้มครองเรา เมื่อรู้สึกตัว ก็จะเกิด สติ สมาธิ และปัญญา (พระพี่เลี้ยง อาจารย์โกศิล ปริปุณโณ)

และวันนี้ เป็นวันที่ความรู้สึก เราเปลี่ยน ไปเป็นคนละคน สิ่งที่เคยผูกใจเจ็บ โกรธ เกลียด เป็นให้อภัยกับทุกๆคน เหมือนคนที่มีความรักตลอดเวลา..ไม่โกรธเพื่อนสักนิด

 

บันทึกโดย ไพเราะ ปรีชาเวชกุล (เดิม ฉิมมิ)

 

กรุณาส่ง

คุณไพเราะ ปรีชาเวชกุล (เดิม ฉิมมิ)

789/26 ถนนฉลองกรุง 33 แขวงลำปลาทิว

เขตลาดกระบัง กทม.10520

โทร.081-8899784

 

Facebook..Cefiro Gang

ปัจจุบัน อายุ 46ปี

แต่งงาน มีครอบครัว

มีลูกสาว9 ขวบ 1คน

Share.

About Author