เห็นธรรม

0

เวลาเราไปทำกรรมฐาน
ไปเห็นสีเห็นแสง เห็นผี เห็นเทวดา,
อันนี้เป็นการเข้าใจผิด.

พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ว่า :
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นเรา
แม้จะจับชายจีวรเราอยู่จับนิ้วมือเราอยู่
ก็ไม่ได้ชื่อว่าเห็นธรรมไม่ได้ชื่อว่าเห็นเรา.

นี้เป็นหลักที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง
จะได้ไม่ปฏิบัติผิด และจะได้รับผลเป็นการเห็นธรรมที่แท้จริง

คนในสมัยนี้ บางคนไปปฏิบัติธรรมกรรมฐาน
ก็นึกว่าเห็นดวงแก้วคือการเห็นธรรม,
ไปนั่งภาวนาอะไรก็ตาม ให้เห็นดวงแก้วลอยมา.
ที่หมู่บ้านหลวงพ่อมีอยู่คนหนึ่งเป็นครู
เขาไปทำวิปัสสนาที่อ้อมน้อย
ไปนั่งแล้วเห็นดวงแก้วลอยมาในหน้าอก,
เขาว่าอย่างนั้น.

นี้แสดงว่า ยังไม่เข้าใจว่าทำวิปัสสนานั้นทำอย่าไร เพื่ออะไร.
อีกคนหนึ่งเป็นคนมีการศึกษาสูงและเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง
เขาไปทำกรรมฐานที่วัดหนึ่งโดยทำมาแล้ว ๑๑ ปี.

หลวงพ่อถามเขาว่า คุณทำมาแล้วได้อะไรบ้าง ทำอย่างไร.
เขาบอกว่า นั่งขัดสมาธิหลับตา ภาวนาพุทโธ-พุทโธ แล้วมีดวงแก้วลอยมา.
หลวงพ่อถามว่า คุณเห็นดวงแก้วทุกครั้งไหม, เขาว่า บางครั้งเห็นบางครั้งไม่เห็น
เขาเรียกว่าเป็น “นิมิต”

หลวงพ่อบอกว่า นิมิตอะไรกัน นั่นมันเป็นมายา,
ทำวิปัสสนาอะไรถึงไม่เห็นจิตใจตัวเอง แต่ไปเห็นดวงแก้ว.
แล้วหลวงพ่อจึงบอกให้เขาลองทำดู,
เขามีกระเป๋า ๑ ใบ แว่นตา ๑ อัน ไปด้วย วางอยู่,
พอเขานั่งขัดสมาธิแล้วหลับตาลง
หลวงพ่อจึงเลื่อนเอากระเป๋ากับแว่นตาของเขาไปทางอื่นเสีย
เสร็จแล้วก็บอกให้เขาลืมตา.
หลวงพ่อถามเขาว่า กระเป๋าคุณหายไปไหน,
เขาตอบว่าไม่ทราบ. แล้วแว่นตาคุณไปไหน,
เขาก็ตอบว่าไม่ทราบอีก, หลวงพ่อจึงถามว่า
ถ้าเช่นนั้นการทำอย่างนี้มีคุณหรือมีโทษ,
เขาตอบว่า มีโทษคือของหาย.
คุณคนนั้นทำงานเงินเดือนสมัยนั้นได้เดือนละหมื่นกว่าบาท
ดูเหมือนจบปริญญา คนจบปริญญาทางโลกเขาเรียกว่าผู้มีปัญญานะ,
แต่ก็ยังไม่เข้าใจไปเจริญกรรมฐานแบบนั้นได้ประโยชน์อะไร.

วิธีปฏิบัติแบบลืมตาที่หลวงพ่อสอนนี้
ไปไหนมาไหนก็ทำได้ ใครผ่านไปมาก็เห็น
จิตใจมันนึกมันคิดก็รู้ก็เห็น,

หลวงพ่อเข้าใจเช่นนี้ เรื่อง “นิมิต” ก็เหมือนกัน,
นิมิตแปลว่า เครื่องหมาย เครื่องสัญญาหรือสิ่งที่สัญญาเรารู้,
หมายอย่างไร ก็หมายให้เรามีสติรู้สึกจับอยู่กับสิ่งเหล่านั้น
อย่างพลิกมือขึ้นรู้สึกตัว นั่นล่ะนิมิต
มันคิดมากก็เห็นก็รู้ อันนั้นเรียกว่าเป็นนิมิต.

ส่วนการที่คนไปนั่งสมาธิแล้วต้องการเห็นดวงแก้ว
เห็นพระพุทธรูป แต่ไม่เห็นจิตใจตัวเอง
จิตใจคิดแวบไปไม่เห็นเลย นั่งอยู่ที่นี่คิดลอยไปถึงไหนๆ,
อย่างนั้นไม่มีประโยชน์, มันเป็นมายา,
หลวงพ่อกล้ายืนยันกล้ารับรองได้ว่า
การทำวิปัสสนาแบบลืมตาเอาไปใช้ทำงานทำการได้
ทำอะไรอยู่ก็ทำได้, จิตใจนึกคิดจะโกงขึ้นมาก็รู้
คนจะมาหยิบของขโมยของก็เห็นก็รู้ ทุกข์เกิดขึ้นแล้วก็ไม่เอา
จิตใจมันคิดอยากได้ความสุขก็รู้ ว่าไม่ได้ ไม่ควร
สุขวันนี้ พรุ่งนี้ทุกข์ก็มาแล้ว, มันเป็นอย่างนี้.

ดังนั้น การเห็นธรรมต้องเห็นที่ตัวเรานี้เอง,
ไม่ใช่ไปเห็นพระพุทธรูป หรือรูปพระพุทธเจ้า,
ไม่ใช่อย่างนั้น. พระพุทธเจ้านั้นท่านตายไปนานแล้ว

อย่างนั้นพระพุทธเจ้าคืออะไร? พระพุทธเจ้าองค์จริงคืออะไร?

พระพุทธเจ้าคือภาวะของความสะอาด-สว่าง-สงบ.
สะอาดคือ ความที่จิตใจปกติไม่มีมลทิน,
สว่าง คือ ความที่รู้เห็นความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในจิตใจของตัวเอง,
สงบ คือความที่จิตใจปราศจากความคิดโลภ-โกรธ-หลง.
ความคิดโลภ-โกรธ-หลงนี้แหละคือทุกข์ ;
พุทธองค์จึงตรัสสอนเอาไว้ว่า :
มีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น,
มีแต่ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่,
มีแต่ทุกข์เท่านั้นดับไป.

การทำวิปัสสนา-เห็นธรรมนั้น
จึงต้องเห็นความคิดของเรานี่เอง, ไม่ใช่ไปเห็นแสงสี ผีเทวดา.

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
หนังสือพลิกโลก เหนือความคิดหน้า 36

Share.

About Author